รมอนามัย ผนึกกำลังสมาคมอนามัยแห่งประเทศไทย ขับเคลื่อนงานอนามัยสิ่งแวดล้อม รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษข้ามแดน
กรมอนามัย พร้อมให้ข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์สำหรับคุณ
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 กรมอนามัย โดยกองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ ร่วมกับสมาคมอนามัยแห่งประเทศไทย จัดประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษข้ามแดน โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวสิริวรรณ จันทนจุลกะ อดีตนักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ กรมอนามัย และผู้แทนสมาคมอนามัยแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย ดร.จิตติมา รอดสวาสดิ์ ผู้อำนวยการกองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ นายภิญญาพัชญ์ จุลสุข ผู้อำนวยการสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ และผู้อำนวยการกองอนามัยฉุกเฉิน นางสาวปรียานิตย์ ใหม่เจริญศรี รักษาการนักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญด้านการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มงานและเจ้าหน้าที่จากกองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ และกองอนามัยฉุกเฉิน เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สถานการณ์ และกำหนดทิศทางความร่วมมือทางวิชาการในการเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุขต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างกรมอนามัยและสมาคมอนามัยแห่งประเทศไทยในการขับเคลื่อนประเด็นอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ผลกระทบต่อสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมาตรการรองรับด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวของภาคสาธารณสุข แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์มลพิษข้ามแดน กรณีการปนเปื้อนสารหนูในพื้นที่แม่น้ำกกและลุ่มน้ำสาขา รวมถึงร่วมกันพิจารณาแนวทางและบทบาทของหน่วยงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในการเตรียมมาตรการรองรับปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษข้ามแดนอย่างเป็นระบบ
ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงการขับเคลื่อนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสุขภาพภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งมีจุดเชื่อมโยงสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยใช้สุขภาพเป็นศูนย์กลาง (Health-Centred Climate Action) อันประกอบด้วยกรอบการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ 1) กรอบการทำงานหลักขององค์การอนามัยโลก (WHO Global Action Plan on Climate Change and Health) 2) เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) ซึ่งเป็นมติสำคัญจากการประชุม COP28 และ 3) แผนปฏิบัติการด้านสุขภาพเบเล็ม (Belém Health Action Plan: BHAP) ซึ่งเกิดจากการประชุม COP30 ณ เมืองเบเล็ม สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล โดยถือเป็นการต่อยอดสำคัญของกรอบ GGA จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการกำหนดตัวชี้วัดเพื่อติดตามและประเมินความก้าวหน้าของการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำหรับประเทศไทย ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความก้าวหน้าการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข พ.ศ. 2564–2573 (Health National Adaptation Plan: HNAP) ซึ่งครอบคลุมทั้งมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และมาตรการปรับตัว (Adaptation) ของภาคสาธารณสุข สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งได้ถ่ายทอดสู่การดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขภายใต้นโยบาย “บริการเป็นเลิศ มุ่งสู่โรงพยาบาลสีเขียว” และนโยบายของกรมอนามัยในการ “ยกระดับสถานบริการสาธารณสุขคาร์บอนต่ำรองรับคาร์บอนเครดิต มุ่งสู่ Net Zero”
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การปนเปื้อนสารหนูในพื้นที่แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนบทบาทการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวัง ติดตาม และเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
ผลจากการประชุม กรมอนามัยและสมาคมอนามัยแห่งประเทศไทยเห็นพ้องร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาองค์ความรู้และแนวทางในการขับเคลื่อนภาคสาธารณสุขรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในส่วนของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) ในสถานบริการสาธารณสุข และมาตรการปรับตัว (Adaptation) ของสถานบริการสาธารณสุข การเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแก่ประชาชน การพัฒนาองค์ความรู้และแนวทางการปรับตัวของชุมชนและท้องถิ่น การทบทวนแผน HNAP ให้สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการวิเคราะห์บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายของแผน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขในทุกระดับ โดยมีข้อเสนอให้พัฒนาหลักสูตรและเสริมสร้างสมรรถนะด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ ผ่านการวิเคราะห์สมรรถนะที่จำเป็น (Competency) และกำหนดเนื้อหาให้เหมาะสมกับบทบาทของบุคลากรแต่ละระดับ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของการจัดการปัญหาการปนเปื้อนสารหนูในพื้นที่แม่น้ำกกและลุ่มน้ำสาขา ที่ประชุมมีข้อเสนอให้กรมอนามัยสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อจัดทำข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Data) ด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมสำหรับการติดตามผลกระทบระยะยาว รวมทั้งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถใช้เครื่องมือการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ (Health Risk Assessment: HRA) ในการสื่อสารความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยง และการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมอนามัยและสมาคมอนามัยแห่งประเทศไทยในการขับเคลื่อนงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยองค์ความรู้ทางวิชาการ เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพไทยในการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การคุ้มครองสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป